เอฮุด โอลเมิร์ตหัวหน้าพรรคคาดิมา

1389504817-0038-o

     เอฮุด โอลเมิร์ต เกิดเมื่อวนที่ 30 กันยายน 2488 เป็นนายกรัฐมนตรีคนที่ 12 เมื่อวันที่ 14 แมษายน 2549 หลังจากที่นาย อาเรียล ชารอน นั้นพ้นจากตำแหน่งไป สาเหตุที่ อาเรียลนั้นต้องหลุดจากการเป็นนายกรัฐมนตรีนั้นเนื่องจากติดเชื่อภาวะเลือดคั่งในสมอง เมื่อวันที่ 4 มากราคม 2549 และเอฮุดได้ขึ้นแทนต่อ

นายเอฮุด โอลเมิร์ต เป็นสมาชิกของพรรคการเมืองที่ชื่อ คาดิมา พรรคนี้ได้รับความไว้วางใจต่อประชาชนและได้คแพนนเสียงที่มากที่สุดในยุคนั้น จึงทำให้ชนะการเลือกตั้งในปี 2549 โดยก่อนหน้านี้นาย เอฮุด โอลเมิร์ต ได้ดำรงตำแหน่งเป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการพาณิชย์ และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน ของประเทศอิสราเอล นายเอฮุดได้สมรสกับนาง อลิซา โอลเมิร์ต ที่รู้จักกันตั้งแต่สมัยเรียนที่Former Israeli Prime Minister Ehud Olmert (C) leaves Tel Aviv's district court after a hearing in his trial for corruption linked to a major property development on May 13, 2014. Olmert, 68, who was convicted on March 31, 2014 on two charges of taking bribes was sentenced to six years in prison and a fine of a million shekels ($290,000/210,000 euros) over his involvement in one of the country's worst-ever corruption scandals. AFP PHOTO / POOL / JACK GUEZมหาวิทยาลัยที่เดียวกัน และใช้เวลาดูใจกันนานถึง 5 ปีก่อนตัดสินใจใช้ชีวิตคู่ร่วมกัน

ชีวิตของนาย เอฮุด ในวัยเด็ก และได้รับใช้ชาติโดยการเป็นทหาร นายเอฮุด เกิดที่เมืองเล็กๆที่อยู่ทางฝั่งภาคเหนือของอิสราเอล จบการศึกษาจากมหาวิทยาลัยฮีบรู ได้ปริญญาในด้านจิตวิทยา และด้านกฎหมาย เขามีความฉลาดเป็นคนที่มีไหวพริบดีมากๆคนหนึ่งหลังจากเรียนจบ ก็ได้รับใช้ชาติโดยการสมัครเป็นทหารเกณฑ์

เอฮุด โอลเมิร์ต มีบุตรและธิดา 4 คน และได้มีบุตรบุญธรรมอีก 1 คน ลูกสาวของเขามีชื่อว่า มิชาล โอลเมิร์ต เขามีอาชีพเป็นผู้เชียวชาญด้านจิตวิทยา และยังเป็นผู้ที่มีความคิดที่ดีด้วย ลูกสาวคนถัดมามีชื่อว่า ดานนา โอลเมิร์ต เธอทำอาชีพที่เกี่ยวข้องกับวรรณคดี ลูกชายคนโตของเขา ชื่อ อาเรียล โอลเมิร์ต ชื่นชอบทางด้านวรรณกรรมของประเทศฝรั่งเศส ศึกษาอยู่ที่ประเทศฝรั่งเศส ลูกชายคนสุดท้ายชื่อ ซาอูล เป็นศิลปินนักแต่งเพลงอยู่ที่ประเทศอิสราเอล


นายกรัฐมนตรีคนที่ 12 ของอิสราเอล

Image (1)

เอฮุด โอลเมิร์ต เกิดเมื่อวันที่ 30 กันยายน 2488 ดำรงตำแหน่งของประเทศอิสราเอลคนที่ 12 เมื่อวันที่ 14 เมษายน 2549 เอฮุด โอลเมิร์ต ได้รับการยอมรับว่าเป็นนายกรัฐมตรีที่มีความคิดที่ฉลาดและนำประเทศอิสราเอลนั้นเข้ามาสู่ความเจริญและรุ่งเรืองจนถึงปัจจุบัน อีกทั้งยังเป็นคนที่เจรจาเรื่องการส่งออกสินค้าไปยังประเทศอื่นอีกด้วยทำให้เศรษฐกิจภายในประเทศนั้นโตขึ้นมาเรื่อยๆ  นายเอฮุด เป็นสมาชิกของพรรคการเมืองอย่างคาดิมา พรรคนี้ได้รับชัยชนะขาดลอยเมื่อปี 2549 โดยก่อนหน้านี้เขาได้เป็นฝ่ายดำรงตำแหน่งเป็นรัฐมนตรีการกระทรวงการคลัง และกระทรวงพาณิชย์

นายเอฮุด โอบเมิร์ต แต่งงานกันกับ อลิซา โอลเมิร์ต และมีลูกจำนวน 4 คนด้วยกัน และยังได้รับลูกบุญธรรมมาเลี้ยงเพื่อเป็นการอุปถัมอีกด้วย02299944477

เอฮุด โอลเมิร์ต เกิดที่ บินยามินา ได้จบจากมหาลัยฮีบรู และยังได้ปริญญาในด้านจิตรวิทยา ด้านปรัชญา และด้านกฎหมาย ในวัยเด็ก เอฮุด ยังถือว่าเป็นเด็กที่เรียนเก่งที่สุดในห้อง และได้รับรางวัลในเรื่องกีฬาและอื่นๆอีกด้วย ถือว่าเป็นเด็กที่สร้างชื่อเสียงให้แก่วิทยาลัยในสมัยนั้น หลังจากนั้นก็เข้ามาสู่การเป็นทหาร ซึ่งระหว่างการเป็นทหาร เขาได้รับบาดเจ็บจากการฝึกซ้อมทำให้กระดูกสันหลักหัก และไม่สามารถฝึกซ้อมได้และถูกส่งตัวไปรักษาในเมืองชั่วคราว

ปี 2516 เอฮุด ได้ลงเลือกตั้งในเขตท้องถิ่นของตัวเอง และได้ถูกเลือกให้เข้าสู่รัฐสภาเป็นครั้งแรกและได้ซ้ำกันถึง 7 ครั้งและมากที่สุดในประเทศอิสราเอลอีกด้วย และเมื่อปี 2536 ได้รับเลือกให้เป็น นายกเทศมนตรีถึง 2 สมัยซ้อน เค้าได้ทุ่มเทแรงกายและใจเพื่อทำให้บ้านเมืองนั้นเจริญที่สุดเท่าที่จะทำได้ในขณะนั้น และได้รับการแต่งตั้งให้เป็นนายกรัฐมนตรีในปี 2549


เมนาเฮม วูล์โฟวิช เบกิน หัวหน้าองค์กรลับ

440px-Begin,_Carter_and_Sadat_at_Camp_David_1978

ผู้ที่ได้รับการยอมรับว่าเป็นผู้ที่มีสมองที่เก่งกาจกว่าผู้อื่น และยังเป็นผู้นำทางด้านทหารลับของประเทศอิสราเอลอีกด้วย ด้วยความฉลาดของขาจังได้ยอมรับไปทั่วโลกว่าเป็นผู้ที่มีความรู้และความสามารถที่สุดในยุคเวลานั้นๆ เมนาเฮม วูล์โฟวิช เบกิน ได้รับการยกย่องให้เป็นนายกรัฐมนตรีในปี 2456 – 2535 ที่ได้รับฉายาว่าหัวหน้าองค์กรลับใต้ดิน อิรกูน ของลัทธิไซออนชาวโปแลนด์เชื่อสายยิว และยังได้รับรางวัลที่ยิ่งใหญ่มากก็คือ รางวัลโนเบลสาขาสันติภาพ อีกด้วย และยังเป็นนายกรัฐมนตีคนแรกของอิสราเอลที่อยู่ในสังกัดพรรคลิคุด ปี 2520-2526

ประวัติและการศึกษาของ

เมนาเฮม วูล์โฟวิช เบกิน ได้เกิดที่เมือง เบรสต์ลิโตฟค์ เบลารุส ได้เรียนจบจากการศึกษาด่านกฎหมายจากมหาวิทยาลัย วอร์ซอว์ และยังเป็นผู้นำขององกรค์ลิทธิไซออน และยังได้รับการแต่งตั้งให้เป็นหัวหน้าหน่วยไซออนของโปแลนด์ในปี 2474 จากการบุกลุกของประเทศเยอรมันเป็นสาเหตุที่ทำให้ เมนาเฮม วูล์โฟวิช เบกิน ต้องหนีหลังจากกเยอรมันได้เข้ายึดลัทธิของเขาหลังจากนั้น ได้หนีไปอยู่ลิทัวเนีย และยังถูกพวกทหารรัสเซียจับเป็นตัวประกันอีกด้วย และได้ถุกปล่อยตัวใน พ.ศ 2484 และได้รับให้เป็นพลทหารของประเทศโปแลนด์เสรี และถุกส่งตัวไปประเทศ ปาเลสไตน์ในรัฐในอาณัติของประเทศอังกฤษ ในปี 2485 และได้ปลดประจำการในปีต่อมา ได้รับให้เป็นหัวหน้ากลุ่มต่อต้าน อิรกูนacc

ในปี 2494 เขาได้ก่ตั้งพรรคการเมืองขึ้นมาโดยมีชื่อพรรคว่า เฮรุต ในปี 2516 เบกินได้รับให้เป็นผู้นำพรรคลิคุด ซึ่งเป็นพรรคฝ่ายขวาที่ได้จัดขึ้น ต่อมาในปี 2520 ได้ชนะการเลือกตั้งอย่างเป็นเอกฉัน และเขาได้เจรจาในเรื่องสันติภาพในแต่ละประเทศ และจัดประชุมเรื่องสันติภาพในประเทศอียิปต์ เบกินได้รับเชิญตัวจากประธานาธิบดี คาร์เตอร์มาร่วมเจรจาอีกด้วยถือว่า เบกินนั้นประสบความสำเร็จในเรื่องการเป็นนายกรัฐมนตรีของอิสราเอลมากที่สุด


นายกรัฐมนตรีของอิสราเอลคนที่ 4

1149225945

    นายกรัฐมนตรีคนที่ 4 ของประเทศอิสราเอลที่เป็นผู้หญิงคนเดียวและคนสุดท้ายของประเทศอิสราเอล  เข้าผุ้นั้นชื่อ โกลดา เมอีร์ ดำรงตำแหน่งในการเป็นนายกรัฐมนตรีตั้งแต่ 3 พฤษภาคม 2441-8 ธันวาคม 2521 โกลดา เมอีร์ ชื่อเดิมของเขาคือ โกลดา มาโบวิตซ์ เป็นคนที่มีเชื้อสายยิวตั้งแต่กำเนิด ในเมืองเล็กๆที่ชื่อว่า เคียฟ ซึ่งปัจจุบันเป็นเมืองที่อยู่ในประเทศของยูเครน และเมื่อโกลดา เมอีร์ อายุ 6 ขวบพ่อของเธอได้พาเธอไปอาศัยอยู่ในประเทศสหรัฐอเมริกาในปี 2449 โดยเข้าไปอยู่ที่เมือง มิลวอคี รัฐวิคคอนซิน เธอได้เติบโตขึ้นที่เมืองนี้จนอายุถึง 18 ปีและได้แต่งงานกับ มอร์ริส เมเออสัน ผู้เป็นประชาชนธรรมดาที่อาศัยอยู่แถบเมืองเดียวกันกับเธอและยังเคยเรียนในห้องเรียนสมัยเด็กๆอีกด้วย พวกเข้าได้คบหาดูใจกันมาเป็นระยะเวลา 5 ปีก่อนจะเริ่มตัดสินใจแต่งงาน และแฟนของเธอ มอร์ริสยังได้เข้าร่วมลัทธิที่อยู่ในปาเลสไตน์ที่มีชื่อว่า ลิทธิไซออนิสม์ในการเจรจากับ บริเตนเพื่อก่อตั้งประเทศอิสราเอลหลังสิ้นสุดสงคราวโลกครั้งที่สอง

                Golda_Meir_bw_photo_portrait_head_and_shoulders_facing_right_March_1_1973_alternative_Edit2ในปี 2491 โกลดา เมอีร์ ได้รับตำแหน่งเอกอัคราชทูต อิสราเอลคนแรกประจำสหภาพโซเวียตและยังได้รับ ตำแหน่งรัฐมนตรีกระทรวงแรงงาน และกระทรวงการต่างประเทศอีกด้วย จนได้เกษียณในปี 2508 เธอได้เปลี่ยชื่อและนามสกุลจาก เมเออร์สัน เป็น เมอีร์ในปี 2499 เนื่องจากสาเหตุอะไรไม่มีใครทราบได้ และยังได้รับเลือกให้เป็นนายกรัฐมนตรีของอิสราเอลในวันที่ 17 เดือนมีนาคม 2512 อีกด้วย หลังจากที่ดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงานและกระทรวงการต่างประเทศ โดยเป็นผู้หญิงคนแรกของประเทศอิสราเอลละยังเป็นผู้หญิงคนที่ 3 ของโลกที่ได้รับตำแหน่งนี้อีกด้วย และเขายังได้รับการแต่งตั้งพร้อมกับฉายาใหม่ให้เธอคือ หญิงเหล็กแหล่งอิสราเอลซึ่งเป็นสมญานามที่ผู้นำของรัฐที่เป็นสตรีเหล็กทั่วโลกมักจะได้รับกัน


นายกรัฐมนตรีของอิสราเอลที่หนุ่มที่สุด

Image

     นายกรัฐมนตรีของประเทศอิสราเอลนั้นเกิดที่เมือง เทลอาวีฟ มีพ่อและแม่เป็นชาวยิวโลกิยะ เนทันยาฮู เป็นนายกรัฐมนตรีคนแรกที่เกิดอยู่ภายในอิสราเอล หลังจากสถาปนารัฐ เนทันยาฮูเข้าร่วมกองกำลังป้องกันอิสราเอล และยังเป็นหัวหน้าหน่วยรบพิเศษอีกด้วย และยังเข้าร่วมมาปฏิบัติการพิเศษอย่างต่อเนื่อง ซึ่งประกอบด้วยปฏิบัติการอินเฟอร์โน ปี 2511 ปฏิบัติการไอโซโทปปี 2525 และเขาถูกยิงที่หัวไหล่ โดยร่วมกับกองกำลังพิเศษ โฉบฉวยตาม คลองสุเอซ และนำการโจมตของหน่วยคอมมานโดลึกเข้าถึงประเทศซีเรีย และยังได้รับยศให้ถูกแต่งตั้งเป็นร้อยเอก ก่อนจะจะถูกปลด หลังจากเรียนจบจากมหาลัยเทคโนโลยีแมสซาซูเซตส์ ด้วยการเรียนที่ดีเอกวิทยาศาสตร์บัณฑิตและเขายังได้รับการแต่งตั้งให้เป็นทีปรึกษาของทางด้านเศรษฐกิจแก่บอสตันคอนซัลทิงกรุป เขากลับสู่ประเทศอิสราเอลเมื่อปี 2521 เพื่อก่อตั้งสมาคมที่เค้าต้องการ

13

                เนทันยาฮูเป็นหัวหน้าพรรคการเมืองพรรคลิคุด เมื่อปี 2536 และยังได้รับชัยชนะนการเลือกตั้ง 2539 ทำได้เป็นนายกรัฐมนตรีที่มีอายุน้อยที่สุดของอิสราเอลอีกด้วย เข้าไปเป็นนายกปี 2539 ถึง 2541 และย้ายจากการเล่นการเมืองในภาคเอกชนหลังพ่ายการเลือกตั้งเมื่อปี 2542 แก่พรรคคู่แข่งอย่าง เอฮุด บารัค และได้หวนคืนกลับสู่การเมืองอีกครั้ง 2545 โดยครั้งนี้ชนะการเลือกตั้งอย่างเป็นเอกฉัน และได้รับการแต่งตั้งให้เป็น รัฐมตรีว่าการกระทรวงของต่างประเทศ ในปี 2545-2546 และรัฐมนตรีการคลังปี 2546-2548 ในยุครัฐบาลของแอเรียล ซารอน แต่ในปีต่อมาเขาได้ออกจากการเมืองโดยไม่ทราบสาเหตุ ซึ่งสื่อมวลชนนั้นให้การยอมรับต่อเขามากว่าเป็นรัฐมนตรีของกระทรวงที่ทำให้เศรษฐกิจดีขึ้นกว่าคนอื่นๆ และเขาได้กลับมาทวงการเป็นหัวหน้าพรรคของเขาที่เคยก่อตั้งขึ้นมาอย่างพรรคลิคุด และหลังจากเลือกตั้งเมื่อปี 2552 ได้รับเลือกมาเป็นอันดับ 2 ของประเทศและปี 2556 เขาก็กลับมาเป็นผู้ชนะในที่สุด เนทันยาฮู ได้รับให้เป็นนายกรัฐมนตรีสี่สมัยของอิสราเอล และปัจจุบันท่านก็ได้วางมือจากการเมืองเป็นที่เรียบร้อยแล้ว