ข่าวสารการเมืองอิสราเอล

Benjamin

ประเทศอิสราเอลเชื่อว่าหลายคนอาจจะเคยได้ยินชื่อ เนื่องจากเป็นประเทศอยู่บนพื้นที่สงครามมาตลาดหลายสิบปี แต่ก็อาจจะไม่ได้รู้ลึกอะไรไปมากกว่านั้น บุคคลสำคัญคนหนึ่งของประเทศอิสราเอลนั่นคือ เบนจามิน เนทันยาฮู นายกรัฐมนตรีของประเทศ เค้าเป็นบุคคลที่มีบุคลิคค่อนข้างสุดโต่งมากทีเดียว สุดโต่งยังไงวันนี้จะมาเล่าให้ฟัง

ประวัติส่วนตัวของ เบนจามิน เนทันยูฮา นายกรัฐมนตรีอิสราเอล

ก่อนอื่นเรามาทำความรู้จักนายกรัฐมนตรีคนนี้กันสักหน่อย นายเบนจามิน เนทันยาฮู เมื่อปี ค.ศ. 1949 ปัจจุบันอายุ 68 ปี เป็นคนสัญชาติอิสราเอลโดยกำเนิด เกิดในกรุงเทลอาวีฟ พ่อและแม่ของเค้าเป็นชาวยิวโลกิยะ ตอนเด็กเค้าอาศัยอยู่กรุงเยลูซาเล็ม แต่พอโตขึ้นเค้าไปศึกษาต่อในประเทศสหรัฐอเมริกา เดินทางไปพร้อมกับพ่อของเค้า เมื่อเรียนจบแล้วก็กลับมาประเทศอิสราเอลเพื่อดำเนินการตามอุดมการณ์ของตัวเอง

การเข้าสู่วงการทหารของ เบนจามิน เนทันยูฮา

จากการศึกษาตั้งแต่วัยเด็กจนถึงต่อ ส่งผลให้ เบนจามิน เนทันยาฮู สนใจเรื่องของการต่อสู้ การทหารมาก เค้าเริ่มต้นเข้าสู่กองทัพ เข้าร่วมสงครามและปฏิบัติการทางทหารมากมายหลายภารกิจจนทำให้เค้ากลายเป็นผู้ที่โดดเด่นด้านการสังหารอย่างมาก ตอนนั้นเค้าคือหนึ่งในมือสังหารจากการทำสงครามกับปาเลสไตน์อันยาวนาน

เข้าสู่วงการ การเมืองของ เบนจามิน เนทันยูฮา

หลังจากเค้าหมดวาระในการดำรงตำแหน่งจากสหประชาชาติ ทำให้เค้าเข้าสู่เส้นทางการเมือง เค้าเริ่มต้นจากพรรคลิควิด ไต่เต้าเรื่อยมาจนกระทั่งขึ้นสู่ตำแหน่งผู้ช่วยรัฐมนตรีกระทรวงต่างประเทศ ปี 1993 เป็นก้าวสำคัญของเค้าอีกครั้งเนื่องจากเค้าได้รับเลือกให้ขึ้นดำรงตำแหน่งพรรคลิควิด จนมาถึงตำแหน่งสำคัญนั่นคือ ตำแหน่งนายกรัฐมนตรีประเทศอิสราเอล

นโยบายอันสุดโต่งของ นายเบนจามิน เนทันยาฮู

การเข้ารับตำแหน่งนายกรัฐมนตรีของ นายเบนจามิน เนทันยาฮูนั้น ต้องบอกว่าเป็นเรื่องสุดโต่งครั้งหนึ่งของประวัติศาสตร์ด้านการเมืองของ ประเทศอิสราเอลเลยก็ว่าได้ เนื่องจาก นายเบนจามินนั้น มักจะมีนโยบายและแนวคิดสายเหยี่ยว(รุนแรง) เป็นอย่างมาก การกระทำแต่ละอย่างรุนแรงจนทำให้บทบาทในเวทีโลก หรือแม้แต่ประเทศเพื่อนบ้านไม่ดีเอาเสียเลย

ยิ่งความสัมพันธ์ของอิสราเอล กับ อเมริกา ยุคของประธานาธิบดี บารัก โอบามา ไม่ดีเอาเสียเลย หลายต่อหลายครั้ง โอบามา แสดงความไม่พอใจ เนทันยาฮูหลายครั้ง ทั้งสองมีความขัดแย้งและไม่เข้าใจกันหลายหนเกี่ยวกับสถานการณ์ต่างจนทำให้ อิสราเอล กำลังจะกลายเป็นผู้โดดเดี่ยวในเวทีนานาชาติไปแล้ว

ปัญหาประเทศอิสราเอลในปัจจุบัน

ภายนอกแรงกดดันว่าเยอะแล้ว ภายในประเทศ ความสุดโต่งของ นายเนทันยาฮู ก็กำลังเจอมรสุมไม่แพ้กัน เนื่องจากอิสราเอลเจอศึกสงครามมานานทำให้เสียเวลาในการพัฒนาประเทศไปเยอะ ผลก็คือ ประชาชนตกงาน อยู่ในภาวะอดอยาก เมื่ออดอยากก็พากันออกมาเดินประท้วง แต่นายเนทันยาฮูใช้วิธีรุนแรงเข้าปราบผู้ชุมนุมก็กลับเป็นการสุ่มไฟให้โหมกระพือขึ้นไปอีก ต้องมาดูกันว่าสุดท้ายแล้วผู้นำสุดโต่งสายเหยี่ยวคนนี้จะเป็นอย่างไร

Benjamin

ถ้าลองสำรวจประเทศทั่วโลกที่มีระบอบการปกครองแบบประชาธิปไตยผ่านทางการเลือกตั้งนั้น ปกติแล้ว ผู้นำประเทศที่ได้รับความนิยมจากประชาชน หรือเป็นผู้นำที่มีความสามารถสูง มีบารมี รวมถึงความเฉลียวฉลาดทางการเมือง มักจะได้ครองตำแหน่งติดต่อกันยาวนาน ชื่อของ เบนจามิน เนทันยาฮู (Benjamin Netanyahu) นายกรัฐมนตรีของอิสราเอลคนปัจจุบันก็อยู่ในข่ายนี้

อิสราเอล อาจจะเป็นประเทศเล็กๆที่ตั้งอยู่ ณ รอยต่อระหว่างทวีปเอเชียและยุโรปก็จริง แต่ด้วยประวัติศาสตร์แห่งการต่อสู้อันยาวนานจวบจนบทบาทในการเมืองโลกของพวกเขา ก็ทำให้การเคลื่อนไหวใดๆของอิสราเอลมักเป็นที่จับตาเสมอ ในฐานะชาติพันธมิตรแห่งหนึ่งของอเมริกา ชาวยิวซึ่งเป็นชาติพันธุ์หลักของอิสราเอล ก็เป็นหนึ่งในชาติพันธุ์ที่กระจายตัวไปอาศัยอยู่ในอเมริกาอีกทั้งหลายประเทศของทวีปยุโรปเป็นจำนวนมาก ที่สำคัญคือ ชาวยิวเป็นพวกที่ขึ้นชื่อในเรื่องการค้าขาย ความคิดสร้างสรรค์ ความเขี้ยวในการเจรจาต่อรองทางด้านการเมือง

สำหรับ เบนจามิน เนทันยาฮู เขาอาจได้ชื่อว่าเป็นตัวแทนของความเป็นยิวและอิสราเอลที่ชัดเจนมากที่สุดคนหนึ่งในยุคนี้ เขาเกิดเมื่อปี ค.ศ. 1949 ในกรุงเทลอาวีฟ ได้ชื่อว่าเป็นนายกรัฐมนตรีคนแรก ของอิสราเอลที่เกิดหลังจากการสถาปนารัฐขึ้น เมื่ออายุได้ 18 เขาได้เป็นทหารเข้าร่วมในกองกำลังป้องกันอิสารเอล จากนั้นก็ได้ไต่เต้าทางทหารขึ้นมาเรื่อยๆ จนได้กลายเป็นหัวหน้าทีมของหน่วยรบพิเศษ Sayeret Matkal และยังเข้าร่วมในภารกิจสำคัญๆหลายครั้ง

อิสราเอลอยู่ในภาวะสงครามกับชาติมุสลิมรวมไปถึงชาติอื่นๆมานาน ตั้งแต่ก่อนจะเป็นรัฐชาติด้วยซ้ำ เขาร่วมนำทหารอีกทั้งหน่วยพิเศษบุกโจมตีในสงครามที่ซีเรีย สร้างผลงานไว้มากทำให้ได้ตำแหน่งร้อยเอกก่อนจะปลดประจำการ ต่อมาก็ไปศึกษาต่อในที่สถาบันเทคโนโลยีแมสซาชูเซตส์ จบปริญญาด้านวิทยาศาสตร์ ไปทำงานด้าน Consult ทางเศรษฐกิจให้กับ Boston Consulting Group อยู่ระยะหนึ่ง จากนั้นจึงเดินทางกลับอิสราเอลในช่วงที่สงครามเย็นกำลังคุกกรุ่นไปทั่วยุโรป เขาได้ก่อตั้งสถาบันต่อต้านการก่อการร้าย Yonatan Netanyahu Anti-Terror Institute ต่อมาจึงกลับเข้ามารับราชการจนได้เป็นเอกอัครราชทูตอิสราเอลประจำสหประชาชาติ ระหว่าง ค.ศ. 1984-1988

เนทันยาฮูผันตัวเข้ามาสู่วงการเมืองเต็มตัว เมื่อเขาก่อตั้งพรรค Likud ปี 1993 แล้วก็เอาชนะการเลือกตั้งในปี  1996 ทำให้เขากลายเป็นนายกรัฐมนตรีของอิสราเอลที่หนุ่มที่สุดในประวัติศาสตร์ หลังจากครองตำแหน่งได้สองปี เขาก็หลุดออกจากเวทีการเมืองไปชั่วคราวหลังจากพ่ายการเลือกตั้งชิงตำแหน่งในปี 1999 โดยแพ้ให้ เอฮุด บารัค จึงผันตัวไปทำงานภาคเอกชนชั่วคราว แล้วเขาก็กลับสู่วงการเมืองอีกครั้งในปี 2002 ในตำแหน่งรัฐมนตรีกระทรวงการต่างประเทศ ต่อด้วยรัฐมนตรีกระทรวงการคลังในปี 2003 ภายใต้รัฐบาลของ แอเรียล ชารอน แต่เนื่องจากความขัดแย้งเรื่องแผนการปลดปล่อยฉนวนกาซา เขาจึงลาออกจากตำแหน่ง

เนทันยาฮูมีความสามารถในทางเศรษฐกิจ จึงได้ชื่อว่าเป็นผู้ปฏิรูปเศรษฐกิจให้อิสราเอลครั้งใหญ่ซึ่งส่งผลต่อมาอย่างมาก ทำให้อิสราเอลมีเศรษฐกิจในภาพรวมที่ก้าวขึ้นกว่าในทศวรรษก่อนๆ ผลงานทางเศรษฐกิจมีส่วนทำให้เขาได้รับความเชื่อมั่นทางการเมืองกลับมา ในปี 2006 เขาจึงได้กลับมาเป็นหัวหน้าพรรคลิคุด แล้วต่อมาในฐานะผู้นำฝ่ายค้านในรัฐสภาก็ชนะเลือกตั้งรัฐสภาในปี 2009 จากนั้นเขาและพรรคฝ่ายขวาก็ได้ตั้งรัฐบาลผสมเป็นคนที่สองในประวัติศาสตร์ของอิสราเอลที่ได้เป็นนายกรัฐมนตรีถึงสามสมัยถัดจากเดวิด เบนกูเรียน ในปี 2013 แล้วเมื่อถึงปี 2015 เนทันยาฮูก็ได้รับเลือกตั้งเป็นนายกรัฐมนตรีเป็นสมัยที่สี่ อีกทั้งยังเป็นคนแรกที่ได้เลือกตั้งถึงสามครั้งติดต่อกัน รวมไปถึงดำรงตำแหน่งยาวนานที่สุดเป็นอันดับที่สองในประวัติศาสตร์

นโยบายทางเศรษฐกิจของเนทันยาฮู เชื่อว่าได้แรงบันดาลใจมาจากเมื่อครั้งทำงานที่ Boston Consulting Group ซึ่งในเวลานั้นได้รับงานเป็นที่ปรึกษาทางเศรษฐกิจให้กับรัฐบาลสวีเดนเป็นครั้งแรก เขาจึงได้มีโอกาสไปศึกษางานทางเศรษฐกิจในหลายประเทศของยุโรป ทั้งอังกฤษ ฝรั่งเศส อเมริกา เขาปฏิเสธการผูกขาดการแข่งขันในระบอบทุนนิยมที่ปิดกั้นการแข่งขันอย่างเป็นธรรม เพราะมันทำให้ไม่สามารถพัฒนาประเทศให้เติบโตได้เลย ด้วยนโยบายเหล่านี้รวมถึงการต่อต้านการก่อการร้ายอย่างเต็มที่ ทำให้เขาเป็นผู้นำที่เข้มแข็งที่สามารถเปลี่ยนโฉมหน้าของอิสราเอลไปอย่างมากในช่วงสองทศวรรษหลังสุด